top of page

รู้ทันโรค / เรื่องน่ารู้

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์

เมื่อ รู้ว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีความตื่นเต้น ยินดี แต่บางครั้งก็รู้สึกกังวลใจ เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง การได้เรียนรู้ในการดูแลสุขภาพจะช่วยให้คุณแม่เข้าใจตนเอง และสร้างความมั่นใจในการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น

 

การฝากครรภ์

​

       การฝากครรภ์มีประโยชน์สำหรับคุณแม่มาก คุณแม่จะได้รับการฉีดยาป้องกันบาดทะยัก  ตรวจเลือด  ตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาความผิดปกติ  ซักประวัติ  ตรวจร่างกายโดยละเอียด  เพื่อให้ทราบว่าการตั้งครรภ์เป็นปกติหรือไม่ ได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว และได้รับยาบำรุงร่างกาย หรือยาตามอาการที่แพทย์ตรวจพบ ควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง  หรือมาก่อนนัดได้เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

 

อาการที่พบขณะตั้งครรภ์

​

1. คลื่นไส้ อาเจียน  ที่เรียกกันว่าแพ้ท้อง พบได้ตั้งแต่ประจำเดือนเริ่มขาด ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง ไม่เคร่งเครียด และกังวลใจจนเกินไป ถ้ามีอาการมากควรปรึกษาแพทย์

2. ท้องอืด  เนื่องจากกระเพาะอาหาร และลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง  จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก  ของหมักดอง อาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดลม หรือแก๊สมาก

3. ท้องผูก  พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์  เพราะการเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง  ควรรับประทานอาหารที่มีกากใน เช่น ผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายบ้าง และขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน  ถ้าท้องผูกมากควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยาระบายท้องรับประทานเอง

4. ปัสสาวะบ่อย   เป็นเพราะมดลูกที่โตขึ้นไปกด และเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะออกบ่อย ไม่ควรกลั้นปัสสาวะนาน เนื่องจากจะทำให้กระเพาะปัสสาวะ และกรวยไตอักเสบได้

5. ตกขาว   พบได้ตลอดระยะตั้งครรภ์ เนื่องจากเลือดมาเลี้ยงช่องคลอดมากขึ้น จึงขับมูกขาวออกมาก  ถือเป็นเรื่องปกติ ควรรักษาความสะอาด แต่ถ้ามีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีอาการคันร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์

6. เส้นเลือดขอด   เกิดจากการที่มดลูกขยายใหญ่ขึ้น และไปกดการไหลกลับของเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนขา ทำให้เลือดมาคั่งอยู่ในบริเวณที่ต่ำกว่าตั้งแต่โคนขาลงมาจนถึงเท้า เมื่อเลือดคั่งอยู่นาน ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้น ควรนอนยกเท้าให้สูงกว่าลำตัวบ้าง ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง หรือนั่งห้อยเท้า ควรมีโต๊ะวางปลายเท้าให้สูง เปลี่ยนอิริยาบถทุก 1 ชั่วโมง

7. ตะคริว   มักเป็นที่ปลายเท้า และน่อง พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ เกิดจากระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำ และจากการไหลเวียนของเลือดที่ขาช้าลง ควรนอนยกขาให้สูง นวด และใช้น้ำอุ่นประคบ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง  เช่น นม กุ้ง ปลาตัวเล็ก ๆ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวจัด เป็นต้น

8. เด็กดิ้น   คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกในครรภ์เป็นครั้งแรก เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4-5 เดือน ความรู้สึกจะแผ่ว ๆ เหมือนปลาตอดเบา ๆ เมื่อใกล้คลอดเด็กในครรภ์โตขึ้นจะดิ้นแรง ถ้ารู้สึกลูกดิ้นน้อยลงควรพบแพทย์

  

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์

1. การรับประทานอาหาร  คุณแม่จะรับประทานอาหารได้ดีขึ้น เมื่ออาการแพ้ท้องหายไป ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก ผลไม้ ไม่ควรรับประทานอาหารพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมหวาน ไขมันมาเกินไป ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารดิบ ๆ สุก ๆ ของหมักดอง ผงชูรส ชา กาแฟ เหล้า และบุหรี่

2. การพักผ่อน  ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียง่าย  กลางคืนควรนอนหลับให้เต็มอิ่ม ประมาณ 8-10  ชั่วโมง  และควรหาเวลานอนพักในตอนบ่ายอีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

3. การออกกำลังกาย   ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดี ร่างกายแข็งแรง  เช่น  เดินเล่นในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง ทำงานบ้านเบา ๆ บริหารร่างกายด้วยท่าง่าย ๆ  ข้อควรระวัง   คือ  อย่าออกกำลังกายหักโหมจนร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือกระทบกระเทือนท้อง

4. การรักษาความสะอาดร่างกายระยะ ตั้งครรภ์จะรู้สึกร้อน  และเหงื่อออกมาก  ควรอาบน้ำให้ร่างกายสะอาดสดชื่น  แต่ถ้าอากาศเย็นควรอาบน้ำอุ่น  และให้ความอบอุ่นกับร่างกาย  ถ้าผิวแห้ตึงให้ใช้โลชั่นทาหลังอาบน้ำ

5. การดูแลปากและฟัน  หญิงตั้งครรภ์มักมีปัญหาฟันผุ  และเหงือกอักเสบได้ง่าย  ควรแปรงฟันอย่างถูกวิธีวันละ 2  ครั้ง และบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด  หรือแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร  ถ้ามีปัญหาช่องปาก และฟันควรรีบพบทันตแพทย์

6. การดูแลเต้านม   ขณะตั้งครรภ์เต้านมจะขยายขึ้น  เพื่อเตรียมสร้างน้ำนมให้ลูกน้อย  ควรเปลี่ยนยกทรงให้มีขนาดพอเหมาะใส่สบาย  คุณแม่บางคนอาจจะมีน้ำนมไหลซึมออกมา ไม่ต้องกังวลใจ เวลาอาบน้ำให้ล้างเต้านมด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรฟอกสบู่เพราะจะทำให้ผิวแห้งมาก อาจใช้โลชั่นทานวด  เมื่อรู้สึกผิวแห้งตึง หรือคัน ถ้ามีปัญหาหัวนมสั้น  หัวนมบอด หรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์ก่อนที่จะคลอด มิฉะนั้นอาจจะมีอุปสรรคต่อการให้นมลูก

7. การมีเพศสัมพันธ์  ไม่มีข้อห้ามในผู้ตั้งครรภ์ปกติ แต่ควรงดเว้นใน 1 เดือน สุดท้ายก่อนคลอด ในรายที่เคยแท้ง 
ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ในรายที่มีปัญหาอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ตรวจครรภ์

  

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

  - คลื่นไส้ อาเจียนมากว่าปกติ

  - ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว

  - ปัสสาวะขัดแสบ มีไข้สูง

  - ตกขาว มีกลิ่นเหม็น มีสีเขียวปนเหลือง คันช่องคลอด

  - บวมตาหน้า มือ และเท้า

  - ลูกดิ้นน้อยลงจนผิดสังเกต อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น

  - มีเลือดออกทางช่องคลอด

  - มีน้ำใส ๆ คล้ายปัสสาวะออกทางช่องคลอด

  - ปวดท้อง หรือท้องแข็งเกร็งบ่อยมาก

  - มีเลือดออกทางช่องคลอด

   เมื่อมีอาการเหล่านี้ หรืออาการที่คิดว่าผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานจะมีอันตรายต่อคุณแม่ และลูกที่อยู่ในครรภ์

  

คำแนะนำมารดาหลังคลอด

การพักผ่อน

หลังคลอดคุณแม่จะอ่อนเพลียมาก จากการคลอดและการเสียเลือดจึงควรพักผ่อนให้พอเพียง เพื่อร่างกายจะได้พักฟื้นได้เร็ว

คุณ พ่อและคุณแม่ควรได้วางแผนร่วมกันในการจัดระเบียบการทำภารกิจส่วนตัว และแผนการดูแลบุตร เพื่อให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเวลาเหลือพอสำหรับการพักผ่อน และมีเวลาเหลือพอสำหรับการพักผ่อน

ควร พยายาม ปรับเวลานอนของลูก ให้นอนบ่อยๆในเวลากลางคืนให้ตื่นกลางวัน เพื่อจะได้สอดคล้องกับชีวิตปกติของพ่อแม่ คุณแม่จะได้พักผ่อนอย่างพอเพียง และแข็งแรง เพื่อที่จะได้สร้างน้ำนมให้ลูกได้กินอย่างเพียงพอด้วย

 

อาหาร

     อาหาร ดีมีประโยชน์ คืออาหารหลัก 5 หมู่ ตามปกติคุณแม่ควรได้รับอาหาร 5 หมู่ อย่างสม่ำเสมอและพอเพียง อาหารเสริมที่จำเป็นกับสุขภาพ คือ

     อาหาร ที่ให้ธาตุเหล็ก เพื่อบำรุงเลือดที่ต้องเสียไป เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์สีแดง เครื่องในสัตว์ ถ้าไม่ชอบคุณแม่ก็รับประทาน ยาบำรุงเลือดที่คุณหมอจัดให้

     อาหาร ที่ให้แคลเซียม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในนมแม่ ได้แก่ นม น้ำเต้าหู้ กระดูกสัตว์เล็กสัตว์น้อย หรือจะรับประทานเป็นชนิดเม็ดสำเร็จรูปก็ได้

     นอกจากนี้อย่าลืมไฟเบอร์จากอาหาร เพื่อช่วยในการขับถ่ายคุณแม่ควรรับประทาน ผักผลไม้อย่างสม่ำเสมอ

     สุดท้ายคุณแม่ต้องดื่มน้ำอย่างพอเพียง อย่างน้อยวันละ 3 ลิตรเพื่อสุขภาพคุณแม่เองและเพื่อเป็นน้ำนมลูกด้วย

 

การขับถ่าย

คุณ แม่มักมีปัญหาท้องผูกตั้งแต่ตั้งครรภ์ คุณแม่ควรดื่มน้ำ รับประทานผักผลไม้สม่ำเสมอ รวมทั้งฝึกถ่ายให้เป็นกิจวัตรทุกวัน การออกกำลังหรือการบริหารประจำก็ช่วยให้ขับถ่ายง่ายด้วยเช่นกัน

 

การดูแลแผล

คุณ แม่ที่คลอดบุตรโดยการผ่าตัด ไม่ควรให้แผลเปียกน้ำใน 7 วันแรก ถ้าแผลเปียกต้องเช็ดแผลทำความสะอาดทันที เมื่อครบ 7 วัน ให้เปิดแผลตรวจและทำความสะอาดแผลเรียบร้อย แผลก็หายสามารถถูกน้ำได้แล้ว (แผลผ่าตัดไม่ควรถูกรบกวน โดยการกด ถู เกา หรือเสียดสี เพราะจะไปกระตุ้น ให้เกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ได้) หากคุณแม่ต้องการออกกำลังหนัก หรือทำงานหนักควรรอให้พ้น 2 เดือนไปก่อน ให้แผลและร่างกายพร้อมที่สุดก่อน

คุณ แม่ที่คลอดบุตรเอง แผลคลอดเองสามารถอาบน้ำทำความสะอาดได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี คุณแม่ควรอยู่ในท่าหนีบขาตลอดเวลา เพื่อให้แผลได้อยู่นิ่ง จะได้สมานตัวได้เร็ว หายเร็ว ไม่เจ็บมาก ควรหลีกเลี่ยงท่าแยกขา  เช่น นั่งขัดสมาธิขณะให้นมบุตร  จะไปดึงรั้ง ให้แผลยืดตัว จะหายเจ็บช้า  และช่องคลอดไม่กระชับเข้าที่เดิม

หลัง คลอด 1 เดือนคุณแม่ควรเริ่มฝึกขมิบก้นบ่อยๆ ขมิบมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อช่องคลอดได้กลับมาแข็งแรง และกระชับเหมือนเดิมควรทำติดต่ออย่างน้อย 2 เดือน

 

การเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่

     คุณ แม่จะได้รับการสอนถึงประโยชน์ของนมแม่ ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ เคล็ดลับสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมไหลดี พอสำหรับลูกรักคือ ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี หมายถึงว่าหลังคลอดคุณแม่ควรได้ให้บุตรได้ดูดนมคุณแม่โดยเร็วที่สุดยิ่งภาย น้ำ 30 นาที แรกหลังคลอดยิ่งดี การดูดนมของลูก จะกระตุ้นให้ร่างกายคุณแม่สร้างน้ำนมโดยเร็ว

     ดูด บ่อย หมายความว่า คุณแม่ควรกระตุ้นให้ลูกได้ดูดนมคุณแม่บ่อย ทุก 2 ชม.ได้จะดีที่สุด จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำนมได้สม่ำเสมอ

     ดูด ถูกวิธีคือคุณแม่จะได้รับการให้นมลูกอย่างลูกวิธีทั้งท่าอุ้ม ท่าดูดนมของลูก เพื่อให้น้ำนมไหลได้ดีทันกับที่ลูกดูด ป้องกันปัญหาหัวนมแตก จากการดูดไม่ถูกวิธี ป้องกันการ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อมือ จากการอุ้มลูกดูดนม ผิดท่า

     สำหรับคุณแม่ที่ต้องไปทำงาน อย่าลืมฝึกวิธีบีบเค้นน้ำนม เรียนวิธีเก็บน้ำนม ไว้ให้ลูกกินเวลาคุณแม่ไปทำงานด้วย

     หาก คุณแม่มีปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่ารอช้าติดต่อโรงพยาบาลทันทีนะครับ ทุกโรงพยาบาลจะมีคลีนิกนมแม่พร้อมตอบปัญหาคุณแม่ ตลอดเวลา

 

กายบริหาร

     หลัง คลอด 2 เดือนแรก ร่างกายคุณแม่ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ ยังไม่ควรออกกำลังกายหนัก ๆ แต่ก็ไม่ควรอยู่เฉยๆ การทำงานประจำวันเล็กๆน้อยๆ สม่ำเสมอ จะช่วยให้แข็งแรงเร็วขึ้น ช่วยเรื่องการขับถ่ายและช่วยลดน้ำหนักไปในตัว

     หลังคลอด 2 เดือนไปแล้ว เมื่อได้ตรวจร่างกายหลังคลอดกับแพทย์แล้วว่าแข็งแรงดี คุณแม่ก็สามารถออกกำลังได้เต็มที่แล้ว

 

การตรวจตามนัด

     หลัง คลอดประมาณ 6 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่คุณหมอนัดตรวจสุขภาพคุณแม่ และปรึกษากันในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การตรวจร่างกาย และตรวจภายใน เพื่อดูว่าร่างกายกลับสู่สภาพปกติดีหรือไม่ รวมทั้งตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปีให้ด้วย ดังนั้นถ้าคุณแม่ท่านใดมีประจำเดือนตรงกับวันนัดพอดี ควรเลื่อนวันตรวจไปหลังจากประจำเดือนหยุดก่อน นอกจากนี้คุณหมอยังจะคุยกับคุณแม่ถึงปัญหาการเลี้งลูกด้วยนมแม่ การวางแผนครอบครัว (การคุมกำเนิด) และการดูแลปัญหาต่อเนื่องที่พบระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูง หรือการฉีดวัคซีนบางอย่างยังไม่ครบ จะได้แนะนำฉีดต่อให้ครบ ดังนั้น ในวันนัดตรวจหลังคลอดคุณแม่อย่าลืมนำสมุดบันทึกการฝากครรภ์ไปให้คุณหมอดู ด้วยนะ

 

การฉีดวัคซีน

     วัคซีน บางอย่างยังไม่ครบ จะได้แนะนำฉีดต่อให้ครบ ดังนั้น ในวันนัดตรวจหลังคลอด คุณแม่อย่าลืมนำสมุดบันทึกการฝากครรภ์ไปให้คุณหมอดูด้วย

Contact Me

เลขที่ 96 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510

navamin9hospital@gmail.com  |  Tel: 02-518-1818

  • Line
  • Instagram
  • Facebook
  • YouTube
  • TikTok
bottom of page