ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่ต้อง "ดื่ม" ก็เป็นได้ เช็กสัญญาณเตือนก่อนสาย
- Jan 27
- 1 min read

"ฉันไม่ดื่มเหล้า ตับฉันต้องแข็งแรงแน่ๆ" ...คุณกำลังคิดแบบนี้อยู่หรือเปล่า?
ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าโรคตับเป็นเรื่องของ "นักดื่ม" เท่านั้น กำลังกลายเป็นกับดักสุขภาพที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบัน เพราะรู้หรือไม่ว่า? สาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคตับแข็งและมะเร็งตับในคนไทย ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ แต่เกิดจากพฤติกรรมการกินและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จนนำมาสู่ภาวะที่เรียกว่า "ไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD)"

ไขมันพอกตับ (NAFLD) คืออะไร?
ภาวะไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) คือภาวะที่ร่างกายนำไขมันไปสะสมในเซลล์ตับมากเกินปกติ (มากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ) โดยที่ "ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์" แต่เกิดจากระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ จนทำให้ไขมัน (โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์) ไปเกาะแน่นอยู่ที่ตับ เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำมันเอาไว้จนชุ่ม
ใครบ้างที่เสี่ยง?
คุณอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง หากมีพฤติกรรมหรือภาวะดังต่อไปนี้
น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่มี "อ้วนลงพุง"
ชอบทานหวาน/มัน เช่น น้ำหวาน ชานมไข่มุก ของทอด ของมัน แป้งขัดขาว
เป็นโรคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์สูง
ความดันโลหิตสูง
ไม่ออกกำลังกาย

4 ระยะอันตรายของไขมันพอกตับ
โรคนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะในระยะแรก "มักไม่แสดงอาการ" ผู้ป่วยจะมารู้ตัวอีกทีเมื่อตับเสียหายไปมากแล้ว โดยโรคจะดำเนินไป 4 ระยะ ดังนี้
ระยะไขมันสะสม (Steatosis)
ไขมันเริ่มเข้าไปแทรกตัวในเนื้อตับ ยังไม่มีการอักเสบ ระยะนี้ยังสามารถกู้คืนตับให้กลับมาปกติได้ 100% หากปรับพฤติกรรม
ระยะตับอักเสบ (NASH)
ไขมันที่พอกเริ่มกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เซลล์ตับเริ่มบวมและเสียหาย
ระยะพังผืด (Fibrosis)
เมื่ออักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับที่ดี ทำให้ตับเริ่มแข็งและทำงานลดลง
ระยะตับแข็ง (Cirrhosis) และมะเร็งตับ
เซลล์ตับถูกทำลายจนหมดสภาพ กลายเป็นตับแข็ง และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับในที่สุด

สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
แม้จะเป็นภัยเงียบ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนเบาๆ ดังนี้:
อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่สดชื่น
ปวดหน่วงๆ บริเวณชายโครงด้านขวา (ตำแหน่งของตับ)
ท้องอืด แน่นท้อง เป็นประจำ
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือลดลงผิดปกติ
วิธีป้องกันและรักษาที่ดีที่สุด = "ปรับพฤติกรรม"
ข่าวดีคือ "ตับเป็นอวัยวะที่ฟื้นฟูตัวเองได้" หากตรวจพบในระยะแรกๆ การรักษาไขมันพอกตับที่ได้ผลดีที่สุดไม่ใช่ยา แต่คือการปฏิวัติตัวเอง:
ลดน้ำหนัก เพียงแค่ลดน้ำหนักให้ได้ 7-10% ของน้ำหนักตัว ก็สามารถลดไขมันที่ตับและการอักเสบได้
เลี่ยงหวาน-มัน ลดน้ำตาลฟรุกโตส (ในน้ำหวาน/ผลไม้รสหวานจัด) และไขมันทรานส์
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน
ตรวจสุขภาพประจำปี อย่าลืมตรวจค่าตับ (SGOT/SGPT) หรือการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง
อย่ารอให้ตับแข็งแล้วค่อยดูแล
อย่ารอให้ตับแข็งแล้วค่อยดูแล... เริ่มต้นวันนี้ด้วยการสำรวจจานอาหารของคุณ และหาเวลาไปตรวจสุขภาพตับ เพราะ "ตับแข็งแรง ชีวิตก็ยืนยาว"
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือตรวจสอบสิทธิการรักษา
โรงพยาบาลนวมินทร์ 9
โทร: 02 518 1818
Line: @navamin9






Comments