top of page

"โรคอีสุกอีใส" (Chickenpox) : อาการ การดูแลตัวเอง และวิธีป้องกัน

  • Mar 5
  • 1 min read
"โรคอีสุกอีใส" (Chickenpox): อาการ การดูแลตัวเอง และวิธีป้องกัน

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อที่หลายคนคงเคยได้ยิน หรือบางคนอาจจะเคยเป็นมาแล้วในวัยเด็ก แม้ว่าโรคนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องปกติและมักจะหายได้เอง แต่การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและวิธีป้องกัน จะช่วยลดความทรมานจากอาการป่วยและป้องกันรอยแผลเป็นที่อาจตามมาได้


สาเหตุของการเกิดโรคอีสุกอีใส

สาเหตุของการเกิดโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เชื้อนี้


สามารถติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทาง

  • การหายใจ : รับเอาละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม

  • การสัมผัสโดยตรง : สัมผัสกับตุ่มน้ำใส หรือเครื่องใช้ของผู้ป่วย



อาการที่ต้องสังเกต

อาการที่ต้องสังเกต

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10-21 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ โดยมักจะมีลำดับดังนี้:


  • ระยะเริ่มต้น : มีไข้ต่ำถึงสูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร (ในเด็กอาจมีไข้พร้อมๆ กับผื่น แต่ในผู้ใหญ่มักมีไข้ก่อนผื่นขึ้น 1-2 วัน)


  • ระยะผื่นขึ้น : เริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามตัว หน้า และหนังศีรษะ จากนั้นผื่นแดงจะกลายเป็น ตุ่มน้ำใส อย่างรวดเร็ว และมีอาการคันมาก


  • ระยะตกสะเก็ด : ตุ่มน้ำใสจะค่อยๆ ขุ่น แตก และแห้งตกสะเก็ดไปเองภายใน 5-7 วัน


ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก

ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่ผื่นจะขึ้น ไปจนกว่าตุ่มน้ำทุกตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดทั้งหมด


การดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อเป็นอีสุกอีใส

การดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อเป็นอีสุกอีใส

โรคนี้โดยส่วนใหญ่มักรักษาตามอาการ เพื่อประคองให้ร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันมากำจัดเชื้อไวรัสเอง


  • ลดไข้ : ทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด โดยเฉพาะในเด็ก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ตับและสมอง (Reye's syndrome)


  • ลดอาการคัน : ทายาคาลาไมน์ (Calamine lotion) หรือทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการคัน


  • ห้ามแกะหรือเกา : เพราะจะทำให้แบคทีเรียแทรกซ้อน ตุ่มกลายเป็นหนอง และทิ้งรอยแผลเป็นหลุมลึกไว้ได้


  • รักษาสุขอนามัย : อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตามปกติ ตัดเล็บให้สั้น สวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย


  • พักผ่อนและดื่มน้ำ : ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอและพักผ่อนให้มากๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น


การป้องกัน และการฉีดวัคซีน

วิธีป้องกันโรคอีสุกอีใสที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การฉีดวัคซีน


  • ในเด็ก : แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม เข็มแรกเมื่ออายุ 12-18 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี


  • ในผู้ใหญ่ : ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน สามารถฉีดวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน


แม้คนที่เคยฉีดวัคซีนแล้วก็อาจยังมีโอกาสเป็นอีสุกอีใสได้ แต่อาการจะรุนแรงน้อยกว่า ตุ่มน้ำน้อยกว่า และหายเร็วกว่าคนที่ไม่เคยฉีดมาก


เป็นอีสุกอีใสแล้ว เป็นซ้ำได้ไหม?

เป็นอีสุกอีใสแล้ว เป็นซ้ำได้ไหม?

เมื่อร่างกายเราติดเชื้อ และหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำเชื้อไวรัสตัวนี้และสร้าง แอนติบอดี (Antibodies) ขึ้นมาปกป้องเราไปตลอดชีวิต ทำให้เมื่อเราไปสัมผัสเชื้อนี้อีก ร่างกายก็จะสามารถจัดการกำจัดมันได้ทันทีโดยไม่แสดงอาการป่วย


กรณีที่อาจทำให้ "เป็นซ้ำได้" (แต่พบได้ยาก)

  • เป็นครั้งแรกตอนอายุน้อยมากๆ : เช่น เป็นตอนอายุต่ำกว่า 6 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้สร้างการจดจำเชื้อได้ไม่สมบูรณ์


  • เป็นครั้งแรกแล้วอาการเบาบางมาก : ถ้าตอนเป็นครั้งแรกมีผื่นหรือตุ่มขึ้นน้อยมาก ร่างกายอาจถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่ไม่สูงพอจะป้องกันไปตลอดชีวิต


  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงอย่างหนัก : เช่น ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน


สรุปเกี่ยวกับการรับมือโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสแม้จะดูน่ารำคาญจากอาการคันและตุ่มที่ขึ้นตามตัว แต่หากเราดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ไปแกะเกา โรคนี้ก็สามารถหายได้เองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นกวนใจครับ

 
 
 

Comments


Contact Me

เลขที่ 96 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510

navamin9hospital@gmail.com  |  Tel: 02-518-1818

  • Line
  • Instagram
  • Facebook
  • YouTube
  • TikTok
bottom of page