รู้จัก "ไวรัสอีโบลา" (Ebola) โรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวังและวิธีรับมือ
- Jun 1
- 1 min read

ในยุคที่โรคติดต่อสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้ง่าย การติดตามข่าวสารด้านสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดของโรค ไวรัสอีโบลา แต่จากสถานการณ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศคองโกที่มีการพบผู้ติดเชื้อ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรชะล่าใจ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงความหมาย สาเหตุ อาการเบื้องต้น และวิธีรับมืออย่างถูกต้องโดยไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป พร้อมทั้งแนวทางการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ไวรัสอีโบลา (Ebola) คืออะไร?
ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease - EVD) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ โรคไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จัดเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุของการติดเชื้อไวรัสอีโบลา เกิดจากอะไร?
เชื้อไวรัสอีโบลา มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติอยู่ในสัตว์ป่าบางชนิด โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ และสัตว์ฟันแทะในทวีปแอฟริกา สาเหตุหลักของการแพร่กระจายเชื้อมาสู่คนและระหว่างคนสู่คน ได้แก่:
การสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ: ไม่ว่าจะเป็นสารคัดหลั่ง เลือด หรืออวัยวะของสัตว์ป่าที่มีเชื้อไวรัสอีโบลา
การสัมผัสระหว่างคนสู่คน: เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด หรือสารคัดหลั่ง (เช่น น้ำลาย เหงื่อ ปัสสาวะ) ของผู้ป่วยที่แสดงอาการแล้ว
การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อน: เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรือเข็มฉีดยาที่มีเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยติดอยู่
อาการอีโบลา ที่ควรสังเกต
ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวก่อนแสดงอาการ โดยอาการมักจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ ดังนี้:
อาการระยะแรก
ในช่วงแรกที่เริ่มมีอาการ ผู้ป่วยมักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อทั่วไป ได้แก่:
มีไข้สูงเฉียบพลัน
รู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก
ปวดศีรษะ และมีอาการปวดตามกล้ามเนื้อ
เจ็บคอ
อาการระยะต่อมา
เมื่อเชื้อไวรัสเริ่มแพร่กระจายในร่างกายมากขึ้น อาการจะเริ่มส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารและผิวหนัง:
คลื่นไส้ อาเจียน
ท้องเสีย
มีผื่นขึ้นตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
การทำงานของตับและไตเริ่มลดลง
อาการระยะรุนแรง
ในระยะนี้ ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไวรัสจะส่งผลกระทบต่อระบบการแข็งตัวของเลือด:
มีเลือดออกผิดปกติ ทั้งบริเวณอวัยวะภายในและภายนอกร่างกาย
อาจมีเลือดซึมตามเหงือก หรือถ่ายเป็นเลือด
วิธีรักษาโรคไวรัสอีโบลา
ปัจจุบัน แนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกอีโบลาจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มียารักษาที่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยตรง แพทย์จะให้การดูแลเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย เช่น การให้น้ำเกลือเพื่อทดแทนสารน้ำที่สูญเสียไป ลดไข้ บรรเทาอาการปวด และดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้สามารถทำงานต่อไปได้ โดยผู้ป่วยจะต้องอยู่ในพื้นที่แยกโรคเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
(หมายเหตุ: หากมีความจำเป็นต้องรับ โปรแกรม หรือ โปรแกรมฉีด ใดๆ เพื่อบรรเทาอาการ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลและพิจารณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด)
วิธีป้องกันอีโบลา เบื้องต้นทำได้อย่างไรบ้าง?
แม้โรคนี้จะดูน่ากังวล แต่เราทุกคนสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้:
หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: งดหรือเลื่อนการเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรค
รักษาสุขอนามัย: หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงสัตว์ป่า: ไม่ควรสัมผัส จับ หรือรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
ระมัดระวังสารคัดหลั่ง: หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยง
สรุป
ไวรัสอีโบลา แม้จะเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายสูง แต่หากเรามีความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันอย่างถูกต้อง ก็สามารถรับมือได้อย่างมีสติ อย่าประมาทกับสถานการณ์รอบตัว เพียงแค่ใส่ใจสุขอนามัยพื้นฐานก็ช่วยให้คุณห่างไกลจากความเสี่ยงได้
นอกจากการระวังโรคติดต่อแล้ว การดูแลร่างกายให้แข็งแรงจากภายในก็เป็นสิ่งสำคัญ ขอเชิญชวนทุกท่านหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองความผิดปกติและวางแผนการดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้มีสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว
ติดต่อสอบถามรายละเอียดการตรวจสุขภาพเพิ่มเติม
โทร. 02-518-1818
Line OA : https://lin.ee/ixfaHdC







Comments